วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ในหลวงในดวงในตามโครงการพระราชดำริ

ในหลวงในดวงใจตามโครงการพระราชดำริ



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปในหลวง

                โครงการพระราชดำริ 

"โครงการส่งเนริมและพัฒนาการพันธ์ุไม้ป่าดิบชื้นเป็นพืชเศรษฐกิจ จังหวัด ละยา"

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โครงการส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์ไม้ป่าดิบชื้นเป็นพืชเศรษฐกิจ จังหวัดยะลา           ผืนป่าฮาลา-บาลา เป็นป่าดิบขึ้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และมีแนวเขตป่าเชื่อมติดต่อกันเป็นผืนใหญ่ระหว่าง จังหวัดยะลา นราธิวาส และประเทศมาเลเซีย ป่าฮาลา-บาลา เป็นป่าดิบชื้นในเขตภูมิศาสตร์อินโดมาลายัน อยู่ในอนุภาคซุนดา เป็นพื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่ต่างไปจากพื้นที่ป่าในเขตอื่นของประเทศไทย ในปัจจุบันผืนป่าแห่งนี้กําลังถูกคุกคามและถูกบุกรุกทําลายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการพื้นที่ทํากินจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการอนุรักษ์ คุ้มครอง ก่อนที่แหล่งพันธุกรรมทางชีวภาพที่สําคัญของชาติจะถูกทําลายต่อไปโดยไม่มีโอกาสกลับคืนมาได้อีก การบริหารจัดการที่นําไปสู่การมีส่วน ร่วมเป็นมิตรและเห็นความสําคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถดําเนินการได้โดยการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ 
          การส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์ไม้ป่าดิบชื้นที่มีศักยภาพ ในการพัฒนาให้เป็นพืชเศรษฐกิจ สําหรับสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนนําไปขยายพันธุ์และจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ควบคู่กับการพักผ่อน หาความเพลิดเพลินและสัมผัสกับธรรมชาติที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่ง ที่จะมาช่วยสร้างจิตสํานึกให้นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

           ประโยชน์

๑.ทำให้ประชาชนมีรายได้
๒.ทำให้ผืนดินอุดมและชุ่มชื้น
๓.เป็นการผลิตออกซิเจนอีกทางด้วย
๔.เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการศึกษาและพักผ่อนหย่อนใจ
๕.ทำให้คนบริเวณนั้นมีงานทำที่สุจริต
๕.ปลูกฝังให้มีการรักษาผืนป่าไปในตัวอีกด้วย



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โครงการส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์ไม้ป่าดิบชื้นเป็นพืชเศรษฐกิจ จังหวัดยะลา
โครงการส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์ไม้ป่าดิบชื้นเป็นพืชเศรษฐกิจ จังหวัด ยะลา


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โครงการส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์ไม้ป่าดิบชื้นเป็นพืชเศรษฐกิจ จังหวัดยะลา
สภาพป่าที่ได้รับการฟื้นฟู

แหล่งที่มาhttp://www.rdpbproject.com/press56/index.php?option=com_content&view=article&id=185&Itemid=155

                       


วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การสื่อสารข้อมูลสำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์




การสื่อสารข้อมูลสำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง

     1.ความรู้เบื้องต้นของการสื่อสารข้อมูลสำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์
                  การสื่อสารข้อมูลเป็นการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึกจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งโดยอาศัยสื่อหรือเครื่องมือต่างๆ เป็นช่องทางในการสื่อสาร เช่น การสื่อสารด้วยท่าทาง ถ้อยคำ สัญลักษณ์ ภาพวาด จดหมาย เป็นต้น
            1.1 ความหมายของการสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์
                      การสื่อสาร (Communication) หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนสารหรือสื่อ                ระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ โดยส่งผ่านช่องทางนำสารหรือสื่อ เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน
                      การสื่อสารข้อมูล (Data Communication) หมายถึง กระบวนการหรือถ่ายทอดข้อมูล                        ระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ที่มักจะอยู่ห่างไกลกัน และจำเป็นต้องอาศัยระบบการสื่อสาร

                      เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) หมายถึง การเชื่อมโยงระหว่างเครื่อง                           คอมพิวเตอร์ตั้งแต่2เครื่องขึ้นไป เพื่อให้สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลรวมทั้งใช้                            อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ภายในเครือข่ายร่วมกันได้ เช่น ฮาร์ดดิสก์


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ภาพไลน์
     
                  
               1.2 องค์ประกอบของระบบสื่อสารข้อมูล


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ผู้ส่งสารผู้รับสาร

                       1.ข่าวสาร (Message) ในทางเทคโนโลยีและการสื่อสาร ข่าวสารเป็นข้อมูลที่ผ฿้ส่งทำการส่งไปยังผู้รับผ่านระบบการสืื่อสาร อาจอยู่ในรูปแบบต่อไปนี้

                          -1.ข้อมูล(Data) เป็นรายละเอียดต่างๆที่ถูกสร้างเเละจัดเก็บด้วยคอมพิวเตอร์ เช่นข้อมูล                                                     เกี่ยวกับบุคคล
                          -2.ข้อความ(Text) อยู่ในรูปของเอกสารหรือตัวอีกขระ ไม่มีรูปแบบที่แน่นอนเเละไม่                                                            ชัดเจนสามารถส่งได้เร็วหรือปานกลาง
                           -3.รูปภาพ(Image) อยู่ในรูปภาพกราฟิกแบบต่างๆ เช่นภาพนิ่ง
                           -4. เสียง(Voice) อยู่ในรูปของเสียงพูด เสียงดนตรี สามารถส่งได้เร็วค่อนข้างต่ำ
                       2.ผู้ส่ง(Sender) เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่ส่งข้อมูลที่อยู่ต้นทาง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ จานดาวเทียม เป็นต้น
                      
                      3. ผู้รับ(Receiver) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากอุปกรณ์ส่งข้อมูล เช่น เครื่องพิมพ์ เพื่อนนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์
                      4.สื่อกลางหรือตัวกลาง(Media) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่นำข่าวสารรูปแบบต่างๆจากผู้ส่งไปยังผู้รับ ได้แก่ สายไฟ ขดลวด เป็นต้น สื่อกลางอาจจะอยู่ในรูปของคลื่นผ่านทางอากาศ เช่น คลื่นไมโครเวฟ เป็นต้น
                     5.โพรโทคอล(Protocal) เป็นตัวกำหนดคุณลักษณะ กฎระเบียบ หรือ วิธีการที่ใช้ในการสื่อสาร เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันทั้ง2ฝ่าย
                     6.ซอฟแวร์(Software) เป็นโปรแกรมสำหรับดำเนินการและควบคุมการส่งข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์เพื่อให้ข้อมูลตามที่กำหยดไว้


          2. การสื่อสาร 
                       2.1 การสื่อสารข้อมูล  
                              การสื่อสารข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะมีสื่อกลางสำหรับเชื่อมโยงสถานีหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆเข้าด้วยกกัน
            -1.สื่อกลางทางกายภาพ เป็นการเชื่อมโยงสถานีระหว่างผู้รับแลพผู้ส่งข้อมูลโดยอาศัยสายสัญญาณในการนะบบการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น 
                            *1.สายตีเกลียวคู่
                             

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สายตีเกลียวคู่



                         *2.สายโคแอกเชียล



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สายโคแอกเชียล




                        *3.สายใยแก้วนำแสง



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สายใยแก้วนำแสง



                -2. สื่อกลางไร้สาย เป็นการเชื่อมต่อโดยไม่ต้องใช้สายสัญญาณเป็นสื่อกลาง ตัวอย่างเช่น 
                      
                        *1.อินฟาเรด เป็นการใช้คลื่นแสงที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า สามารถส่งข้อมูลในระยะไม่ไกล
                         *2.คลื่นวิทยุ เป็นการสื่อสารโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง และมีเครื่องรับส่ง
                         *3.ไมโครเวฟ เป็นการสื่อสารโดยใช้คลื่นวิทยุความเร็วสูง ส่งสัญญาณเป็นทอดๆ
                         *4.ดาวเทียม เป็นการสื่อสารด้วยคลื่นไมโครเวฟ เเต่เนื่องจากเป็นคลื่นที่เดินทางในเเนวเส้นตรงเหมาะกับภูมิประเทศเเนวเขา เป็นต้น



เเหล่งที่มา : หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยสารสนเทศและการสื่อสาร ม.4






วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

โรงเรียนเซนต์โยเซฟนครสวรรค์



โครงการเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง 

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลงต่างๆ
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ภาพเศรษฐกิจพอเพียง
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี 

ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้ 

๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ 

๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ 


๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

โดยมี เงื่อนไข ของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ  ดังนี้ 
๑. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ 
๒. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ 3ห่วง2เงื่อนไขพระราชดำรัสที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง 

“...เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาของเศรษฐกิจ การที่ต้องใช้รถไถต้องไปซื้อ เราต้องใช้ต้องหาเงินมาสำหรับซื้อน้ำมันสำหรับรถไถ เวลารถไถเก่าเราต้องยิ่งซ่อมแซม แต่เวลาใช้นั้นเราก็ต้องป้อนน้ำมันให้เป็นอาหาร เสร็จแล้วมันคายควัน ควันเราสูดเข้าไปแล้วก็ปวดหัว ส่วนควายเวลาเราใช้เราก็ต้องป้อนอาหาร ต้องให้หญ้าให้อาหารมันกิน แต่ว่ามันคายออกมา ที่มันคายออกมาก็เป็นปุ๋ย แล้วก็ใช้ได้สำหรับให้ที่ดินของเราไม่เสีย...”
พระราชดำรัส เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๒๙

“...เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็จะมีแต่ถอยกลับ ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่าแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละคือเมตตากัน จะอยู่ได้ตลอดไป...”
พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔
แนวพระราชดำริในการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง 

๑. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต
๒. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต
๓. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง
๔. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ
๕. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา

ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น 

ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ ซึ่งหมายถึง
พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ ๓๐% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำเพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และพืชน้ำต่างๆ
พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอด ปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้
พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย
พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ ๑๐% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง และโรงเรือนอื่นๆ

ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง 

เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูป กลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการในด้าน
(๑) การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)
- เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิต โดยเริ่ม ตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การจัดหาน้ำ และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก
(๒) การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
- เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดีและลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
(๓) การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)
- ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง
(๔) สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)
- แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน
(๕) การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)
- ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชมชนเอง
(๖) สังคมและศาสนา
- ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว
โดยกิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ 


ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม 

เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต
ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคาร หรือบริษัทเอกชนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ
- เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)
- ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง)
- เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง)
- ธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น


 แหล่งที่มา http://www.chaipat.or.th